Connect with us

กีฬา

บทสรุปเกมลีกคัพรอบ 16 ทีมสุดท้ายสนามแอนฟิลด์

ไม่น่าเชื่อว่าเกมคาราบาวคัพ ที่เตะตอนตี 2 ครึ่ง จะทำให้แฟนบอลลุ้นระทึกหายใจไม่ทั่วท้องขนาดนี้ ผลเสมอ 5-5 ระหว่างลิเวอร์พูล กับอาร์เซน่อล เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย สถานการณ์พลิกกันไปพลิกกันมา ก่อนจบลงด้วยชัยชนะของทีมหงส์แดง นี่คือบทสรุป 20 ข้อ จากเกมลีกคัพรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่สนามแอนฟิลด์

เกมลีกคัพนัดนี้ แม้จะเป็นการเจอกันของทีมใหญ่ แต่ทั้งคู่ต่างโฟกัสที่พรีเมียร์ลีกมากกว่า ดังนั้นในบอลถ้วยจึงทำการโรเทชั่น หมุนเวียนกลุ่มตัวสำรองและดาวรุ่งลงเล่นแทน ซึ่งทั้งลิเวอร์พูล และอาร์เซน่อล เปลี่ยน 11 ตัวจริงยกเซ็ตทั้งคู่ โดยลิเวอร์พูล ไฮไลท์อยู่ที่การส่งเซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก กองหลังวัย 17 ปี เป็นตัวจริงนัดแรก ขณะที่ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และ เรียน บรูวสเตอร์ ได้ลงต่อเนื่อง หลังพาทีมชนะในรอบที่แล้วกับเอ็มเค ดอนส์

ขณะที่ฝั่งอาร์เซน่อล จุดน่าสนใจที่สุดคือ การกลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งของเมซุต โอซิล ในฤดูกาลนี้อาร์เซน่อลลงแข่งทุกรายการไป 15 เกม แต่โอซิลได้ลงเป็นตัวจริงแค่ 3 เกมเท่านั้น ทั้งๆที่สภาพร่างกายฟิต 100% ดังนั้นการได้เจอลิเวอร์พูลย่อมเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ว่าดีเกินกว่าจะเป็นสำรอง

เกมนี้เหมือนรถไฟเหาะตีลังกา ในขณะที่เกมรุกของทั้ง 2 ฝ่ายสุดยอด เข้าทำกันอย่างสวยงาม ก่อนจะจบกันที่การยิงประตู แต่ในส่วนของเกมรับ ก็มีข้อผิดพลาดให้เห็นกันเยอะมากจริงๆ เริ่มจากฝั่งลิเวอร์พูล นี่เป็นครั้งที่ 2 ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่เสียประตู 5 ลูกในเกมเดียว โดยเกมก่อนหน้านี้คือการแพ้แมนฯซิตี้ 5-0 แต่นัดนั้นเกิดขึ้นเพราะลิเวอร์พูลเหลือ 10 คน ขณะที่เกมนี้ การเสียเยอะขนาดนี้เกิดขึ้นจากข้อผิดพลาดส่วนบุคคลของแนวรับทั้งสิ้น

ประตู 2-1 ควีวิน เคลเลเฮอร์ ไปปัดบอลลูกที่น่าจะออกหลังแน่ๆ ควักกลับเข้ามากลางประตูจนโดนมาร์ติเนลลี่ยิงจ่อๆ ประตู 3-1 โจ โกเมซ หลุดตำแหน่งไปเลย เลยโดนอาร์เซน่อลจบสกอร์แบบง่ายๆ ประตู 4-2 เจมส์ มิลเนอร์ จ่ายคืนหลังไม่ดูตาม้าตาเรือ จนโดนฉกยิงประตูได้ ประตู 5-4 อดัม ลัลลาน่า ปล่อยพื้นที่ให้โจ วิลล็อค มีอาณาเขตมหาศาล ที่จะตั้งป้อมยิงไกลได้สบายๆ จะเห็นได้ว่า แนวรับหงส์ “แจกโชค” ให้ฝั่งอาร์เซน่อล ทั้งโกล์ และกองหลังเล่นกันแบบสะเปะสะปะมาก ซึ่งทีมปืนใหญ่ก็คมเหลือเกิน ทั้งเกมยิงตรงกรอบ 7 ครั้ง แต่ยิงได้ถึง 5 ลูก

ส่วนฝั่งอาร์เซน่อล จุดอ่อนเกมนี้อยู่ที่นายทวารเอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ที่เสียประตูง่ายมากๆ หงส์แดงยิงตรงกรอบแค่ 6 ครั้ง แต่เปลี่ยนเป็น 5 ประตู ซึ่งแต่ละลูกเขาน่าจะทำได้ดีกว่านี้ หลังจบเกมเรย์ พาร์เลอร์ ตำนานอาร์เซน่อลออกมาวิจารณ์ว่า มันมีหลายๆจังหวะที่เขาน่าจะป้องกันได้ อย่างลูก 4-3 ของแชมเบอร์เลน อาจจะเร็ว แต่บอลก็ไม่ได้ห่างตัวเลย ถ้าเป็นนายทวารชั้นนำลุกนี้น่าจะปัดได้ เช่นเดียวกับลูก 4-4 ของโอริกี้ คือมือปัดบอลโดนแล้ว แต่ควักออกมาไม่ได้ และลูก 5-5 ทดเจ็บ จังหวะวอลเลย์ของโอริกี้ เอาจริงๆก็ไม่ได้ห่างตัวเลยสักนิด มันน่าจะมีซูเปอร์เซฟให้เห็นบ้างสักลูกก็ยังดี ซึ่งก็นะ เมื่อนายทวารฟอร์มแบบนี้ จะคาดหวังให้ชนะมันก็ยากหน่อย

ในขณะที่กลุ่มเกมรับ เล่นกันแย่ทั้งสองทีม แต่พวกตัวรุกนี่ผลงานจัดจ้านมากๆ ฝั่งอาร์เซน่อล เมซุต โอซิลเล่นดีมากๆ เขาโชว์สายตาเฉียบคมในลูก 1-1 จ่ายยัดมาให้ซาก้า แบบป้อนเข้าปาก ยิงได้เลย ขณะที่ตลอดเกม โชว์ทักษะสวยๆให้เห็นเรื่อยๆ มีแตะลอดขา ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ไปดอกนึง ช่วงปลายๆครึ่งแรก

การสร้างเพลย์นำมาสู่ประตู 3-1 และ การตอกส้นแอสซิสต์ในประตูที่ 4 คือเป็นอะไรที่เหนือชั้นจริงๆ ขณะที่สถิติการจ่ายบอลเข้าเป้าของโอซิลนัดนี้คือ 91.9% สูงสุดทีมอาร์เซน่อล โอซิล แสดงให้เห็นถึงคลาส ซึ่งด้วยฝีเท้าระดับนี้ นึกไม่ออกว่าเป็นสำรองได้ไง เขายังเป็น 11 ตัวจริงได้สบายๆ ไม่ว่าจะเล่นทีมไหนก็ตาม ตอนเห็นอูไน เอเมรี่ เปลี่ยนตัวเขาออกนาทีที่ 65 ก็แปลกใจนะ เพราะคิดว่าเขายังเล่นต่อได้จนจบเกมเลย แต่ก็เข้าใจว่า คงอยากเอาเก็นดูซี่ ลงมาช่วยแพ็กเกมรับ

ขณะที่ฝั่งหงส์แดง เรียน บรูวสเตอร์ ได้ลงตัวจริงเป็นเกมที่ 2 นัดนี้เล่นดีขึ้นกว่า เกมชนะเอ็มเค ดอนส์ คือมีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้น จะมีช็อตนึงต้นครึ่งหลัง เราเห็นเขาโชว์สปีด วิ่งไปแย่งบอลจากมุสตาฟี่ได้แบบสวยๆ แต่จุดอ่อนของบรูวสเตอร์ คือการตัดสินใจยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เวลาเลือกจะยิง ก็ซัดในมุมยากๆ จนไม่เข้ากรอบ หรือช็อตที่เขาโดนใบเหลือง ก็ควรรู้ว่า การไปแย่งบอลจากผู้รักษาประตูคู่แข่ง ในจังหวะเปิดบอล ยังไงก็เสียฟาวล์อยู่แล้ว คือเป็นเพลย์ที่เขาไม่ควรเล่นซึ่งก็ต้องเรียนรู้กันต่อไปนั่นแหละ แต่นิมิตหมายที่ดี คือเขาค่อยๆดีขึ้นทีละนิด

ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์เล่นได้พอใช้ มีจังหวะเรียกจุดโทษให้ทีมได้ 1 ลูก เขายังสเต็ปจัดจ้านเหมือนเดิม คล่องตัว เคลื่อนที่เยอะ แต่ก็มีเสียงตำหนิเล็กๆว่าเขาควรจะจ่ายบอลเท้าสู่เท้าให้แม่นกว่านี้หน่อย เปอร์เซ็นต์จ่ายบอลเข้าเป้าของเอลเลียตต์คือ 68.3% ซึ่งน้อยที่สุดในทีมลิเวอร์พูล

ส่วนดิว็อค โอริกี้ สังเกตไหมครับ ว่าเวลาเอาเขาไปยืนเทียบกับ ซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มีโน่ เราจะคิดเสมอว่า เฮ้ย เกรดยังไม่เท่ากับ 3 ตัวนั้น จนหลายๆทีพาลคิดไปเลยว่า โอริกี้ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แต่ในนัดนี้ พอเขามาเล่นร่วมกับเด็กๆ ทั้งบรูวสเตอร์ และ เอลเลียตต์ เออ รู้สึกได้เลยว่า เขาเก่งนะ จังหวะเกี่ยวบอลกลางอากาศสวยๆ รวมถึง 2 ประตูที่ทำได้ (จากการยิงตรงกรอบแค่ 2 ครั้ง) แสดงให้เห็นถึงคุณภาพในตัวเขาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญนี่เป็นอีกครั้งที่ โอริกี้ยิงได้ในเกมใหญ่ ก่อนหน้านี้ ยิงในเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้, ยิงบาร์เซโลน่า ชปล.รอบรอง ,ยิงสเปอร์ส ชปล.รอบชิง ล่าสุดซัดอาร์เซน่อลทดเจ็บ นี่เป็นคนที่ใช้คำว่า Big game Player ได้จริงๆ

ส่วนอเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยังแสดงให้เห็นว่า ขวาสั่งตายของเขายังใช้งานได้ดีเสมอนอกเขตโทษ ตอนนี้ “อ็อกซ์” ยิงนอกเขตโทษให้หงส์แดงไปแล้ว 5 ลูกด้วยกัน โดยทั้ง 5 ประตูที่ทำได้มาจากเท้าขวาทั้งหมด คือถ้าล็อกมาเข้าขวาเมื่อไหร่ล่ะก็ ได้เรื่องทุกที หลังจากยิงได้ อ็อกซ์ให้เกียรติทีมเก่าด้วยการไม่ดีใจ เขาย้ายทีมมาแบบไม่มีใครโกรธเกลียดกัน ก็อยากรักษาความสัมพันธ์ดีๆเอาไว้ต่อไปอีก

อดัม ลัลลาน่า นัดนี้ถูกจับไปเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับแบบเต็มๆ คือยังไงดี รู้สึกว่ามันขัดๆเขินๆนะ ลัลลาน่ามีเทคนิคดี ลีลาล็อกหลบแพรวพราว แต่คนยืนในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ มันต้องมีสกิลอื่นๆด้วยสิ เช่นการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง หรือพลังร่างกายอันแข็งแกร่ง โอเค ลัลลาน่าเพิ่งเล่นตำแหน่งนี้ไป 2 นัด เราอาจจะยังตัดสินไม่ได้ เขาอาจจะเล่นได้ แต่ก็ต้องสร้างความเคยชินกับตำแหน่งนี้อีกสักระยะ

ความมันส์ของเกมนี้ อยู่ที่การขึ้นนำ และการไล่ตาม อาร์เซน่อลนำ 4-2 แต่ประคองตัวเองไม่ได้มาเสมอ 4-4 เช่นกัน นำ 5-4 จนถึงช่วงทดเจ็บ พวกเขาควรปิดเกมไปเลย แต่ก็ยังเปิดช่องว่างให้ลิเวอร์พูลได้บุกจนเสียประตูที่ 5 ซึ่งก็น่าแปลกใจ เพราะนักเตะที่อยู่ในสนามก็ไม่ใช่พวกไร้ประสบการณ์อะไร แค่ปิดเกมอีก 1-2 นาที ทำไมถึงทำไม่ได้

เกมนี้ทด 5 นาที แต่เวลา 92.40 บอลยังอยู่ในมือของมาร์ติเนซนะครับ คือถ้าคุณเก๋าพอ เวลา 2 นาทีนิดๆ คุณต้องเผาให้ได้หมดไปเลย แต่นี่ไปเสียบอลง่ายๆ จนโดนหงส์บุกกลับมาอีกครั้งและเสียประตู 5-5 ไปเลย คือมันไม่ควรเปิดช่องให้ลิเวอร์พูลได้ยิงแต่แรกแล้ว แต่แน่นอน เราก็ต้องชมหัวใจของฝั่งหงส์แดงด้วย ถ้าพวกเขาถอดใจไปง่ายๆ บางทีเกมก็คงจบไปแล้ว แต่เมื่อนักเตะไม่ยอมแพ้ ก็ย่อมมีโอกาสคัมแบ็กได้เสมอ

ตามกฎคาราบาวคัพในซีซั่นนี้ จบ 90 นาทีเสมอกัน ก็ยิงจุดโทษเลย ซึ่งกลยุทธ์การยิงจุดโทษของหงส์น่าสนใจดี ลูกที่ 1 : มิลเนอร์ – ยิงขวามือ (โกล์พุ่งผิดทาง) ลูกที่ 2 : ลัลลาน่า – ยิงซ้ายมือ (โกล์พุ่งผิดทาง) ลูกที่ 3 : บรูวสเตอร์ – ยิงซ้ายมือ (โกล์พุ่งผิดทาง) ลูกที่ 4 : โอริกี้ – ยิงซ้ายมือ (โกล์พุ่งผิดทาง) เมื่อมาร์ติเนซ พุ่งด้านเดียว 3 ทีติด คราวนี้เขารู้ละว่าคนสุดท้ายของหงส์คงต้องยิงไปมุมซ้ายแน่ เขาจะไม่พุ่งผิดอีก ซึ่งเขาคิดถูกจริงๆ เพราะเคอร์ติส โจนส์ ตั้งใจจะยิงด้านซ้ายนั่นแหละ ลูกที่ 5 : โจนส์ – ยิงซ้ายมือ (โกล์พุ่งถูก แต่ไปไม่ถึง) ขวา – ซ้าย – ซ้าย – ซ้าย – ซ้าย สรุปเข้าหมด 100% ไม่มีข้อผิดพลาดเลย

ท้ายที่สุดแล้วเกมวันนี้ ก็ไม่ใช่ของอาร์เซน่อลจริงๆ คือลูกโทษลูกเดียวที่พลาดของเซบายอส นี่ก็ยิงดีมากๆแล้วนะเข้ามุม และแรงด้วย แต่เคลเลเฮอร์เดาทางถูกก็เลยเซฟได้ไป หลังจบเกม เจมี่ คาร์ราเกอร์ บอกว่า เกมนี้เป็นการลงเล่นประเดิมสนามแอนฟิลด์ของนักเตะดาวรุ่งทุกคนทั้ง เคลเลเฮอร์ ,เนโก้ วิลเลียมส์, เซ็ปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, เรียน บรูวสเตอร์ และ เคอร์ติส โจนส์ คือมีหลายคนได้เล่นในเกมกับเอ็มเค ดอนส์มาแล้ว แต่ความรู้สึกนั้นเทียบไม่ได้เลย กับการเล่นที่แอนฟิลด์ ซึ่งคาร์ร่าก็เชื่อว่า เกมดีๆแบบนี้ จะอยู่ในความทรงจำของเด็กๆทุกคนจนถึงวันเลิกเล่นฟุตบอล

ถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ถอดดาวรุ่งแม้แต่คนเดียวออกจากสนาม คนที่โดนเปลี่ยนคือ อ็อกซ์ กับเกอิต้า นั่นเพราะคล็อปป์เองก็ไม่อยากพรากโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ไปจากนักเตะเหมือนกัน อยากให้ทุกคนได้ลงเล่นเต็ม 90 นาที สัมผัสกับชัยชนะต่อหน้าเดอะ ค็อป จนถึงเสียงนกหวีดสุดท้าย

ฝั่งลิเวอร์พูลนั้นแน่นอน มีความสุขกับชัยชนะ แต่ฝั่งอาร์เซน่อล ก็เป็นรอยแผลอีกครั้งของอูไน เอเมรี่ ที่รักษาสกอร์ขึ้นนำไว้ไม่ได้อีกแล้ว ฤดูกาลนี้ มีถึง 3 เกม ที่อาร์เซน่อลนำคู่แข่งห่าง 2 ลูก แต่กลับลงเอยด้วยการ “ไม่ชนะ” (นำวัตฟอร์ด 2-0 จบเกม 2-2, นำพาเลซ 2-0 จบเกม 2-2) มันแสดงให้เห็นว่าโค้ชขาดความเขี้ยวในการเก็บสกอร์เอาไว้จนจบเกม ถ้าเข้าไปดูในโลกออนไลน์ แฟนอาร์เซน่อลที่อังกฤษใช้คำว่า embarrassing หรือน่าอายกันเลยทีเดียว

แต่ในมุมดีๆ ก็มีให้เห็นไม่น้อยเหมือนกัน สำหรับฝั่งปืนใหญ่ ได้เห็น โจ วิลล็อค ยิงไกล 30 หลาสุดสวย นี่อาจเป็นอาวุธทีเด็ดใหม่ของอาร์เซน่อลต่อจากนี้เลยก็ได้ เช่นเดียวกับ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ที่โชว์ความคมในการจบสกอร์ อายุแค่ 18 เล่นได้ขนาดนี้ นี่ก็อาจเป็นความหวังใหม่ของทีมได้ในอนาคต

ส่วนประเด็นที่เกมนี้มีการตัดสินพลาดตั้งหลายช็อต เช่นประตู 1-1 ลูคัส ตอร์เรร่า ยืนในตำแหน่งล้ำหน้า หรือลูกยิงของเกอิต้าไปโดนมือเบเยรินเต็มๆ แต่กรรมการไม่ให้จุดโทษ แต่ทว่าไม่มีการหยิบ VAR มาใช้ นั่นเพราะสมาคมฟุตบอลอังกฤษฟันธงมาแล้วว่าในซีซั่นนี้ VAR จะใช้แค่ในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น ในถ้วยอื่นๆ จะไม่มีการใช้ ซึ่งก็รวมถึงคาราบาวคัพด้วย

บทสรุปในเกมนี้ แม้จะเป็นถ้วยเล็ก แต่ก็สู้กันอย่างมันส์จริงๆ ทั้ง 2 ทีมใช้ดาวรุ่งลงมาลุยกัน โดยมีผู้เล่นอายุเกิน 30 คอยประคอง ทีมละ 1-2 คน (มิลเนอร์ 33 ปี,ลัลลาน่า 31 ปี – โอซิล 31 ปี) ก่อนจะเป็นลิเวอร์พูลคว้าชัยไปได้จากจุดโทษ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป นี่เป็นเกมที่บ้าคลั่งจริงๆ พลิกกลับไปกลับมา โมเมนตั้มเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา ก่อนจะจบลงที่การยิงกันรวม 10 ประตู ถ้ามองในแง่แฟนบอลทั่วไป นี่คือสุดยอดเกม ที่คุ้มค่ากับการนั่งชมอย่างแท้จริง

ทิ้งท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ของเจอร์เก้น คล็อปป์ เจ้าตัวไม่ได้แคร์แม้แต่นิดเรื่องการเสียถึง 5 ประตูในเกมเดียว “ในฐานะผู้จัดการทีม บางทีผมควรจะกังวลที่เราเสียประตูเยอะขนาดนั้น แต่ผมไม่แคร์เลยล่ะ ด้วยความสัตย์จริง ความผิดพลาดนั้นมีจริง แต่มันไม่ใช่สิ่งสำคัญ”

สิ่งสำคัญที่สุดคือเด็กๆต้องได้เรียนรู้ คือคนเป็นผู้จัดการทีมต้องวางตัวให้ถูกต้อง เด็กๆเหล่านี้ต้องเจอประสบการณ์ในเกมที่ยากๆเพื่อจะได้พัฒนาให้ตัวเองเก่งขึ้น และอย่างเกมกับอาร์เซน่อล ก็ถือเป็นเกมแบบนั้น แต่พวกเขาก็ยังสู้ขาดใจและทุ่มเททุกอย่างที่มีในสนาม ซึ่งผมชอบมันมากๆเลย คล็อปป์นั้นอ่านขาดแล้วว่า เกมแบบนี้ ส่งเด็กลงเจอทีมระดับอาร์เซน่อลแบบนี้ คุณคงไม่ได้ชนะแบบเพอร์เฟ็กต์หรอก มันต้องเจออุปสรรค เจอความยากอยู่แล้ว แต่เด็กๆก็ยังผ่านกันมาได้ ดังนั้นนี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาติเตียนหาข้อผิดพลาดกัน แต่ต้องส่งคำชื่นชมให้เด็กๆได้รู้ว่า ผู้จัดการทีมรู้สึกภูมิใจที่นักเตะร่วมใจกันจนเอาชนะคู่แข่งได้ การเป็นผู้นำที่ดี ต้องมีจิตวิทยา รู้ว่าตอนไหนควรตำหนิ ตอนไหนควรเก็บคำตำหนิไว้ในใจ และนั่นคือสิ่งที่คล็อปป์แสดงออกอย่างชัดเจนในนัดนี้ด้วย

More in กีฬา

Don`t copy text!