Connect with us

กีฬา

วิเคราะห์ สมัยหงส์แดงลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก 1995

การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่มันส์ที่สุดครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 1995 มันคือเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล สถานการณ์ก่อนเกม แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส มี 89 แต้ม ลูกได้เสีย +42 ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มี 87 แต้ม ลูกได้เสีย +49 แบล็คเบิร์น ต้องไปเยือนลิเวอร์พูล (อันดับ 4) ที่แอนฟิลด์ ส่วน แมนฯยูไนเต็ด ต้องไปเยือนเวสต์แฮม (อันดับ 14) ที่อัพตัน พาร์ก

เงื่อนไขการได้แชมป์ คือ

ถ้าแบล็คเบิร์น ชนะ เกมจบทันที พวกเขาได้แชมป์ลีกไปเลย ไม่ต้องสนใจผลคู่อื่นทั้งนั้น ถ้าแบล็คเบิร์น ไม่ชนะ แล้วแมนฯยู ก็ไม่ชนะด้วย แบบนี้แชมป์จะเป็นของแบล็คเบิร์น ถ้าแบล็คเบิร์น ไม่ชนะ แล้วแมนฯยูชนะ แชมป์จะเป็นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทันที ณ ตอนนั้น โฟกัสของแฟนบอล ล้วนจับจ้องไปที่เกมระหว่างลิเวอร์พูล vs แบล็คเบิร์นทั้งสิ้น มีการตั้งประเด็นสมคบคิดกันว่า หงส์แดงจะย่อมอ่อยให้แบล็คเบิร์นหรือเปล่า เนื่องจากผู้จัดการทีมแบล็คเบิร์น คือเคนนี่ ดัลกลิช คนที่แฟนบอลลิเวอร์พูลเองก็รักมาก

อีกอย่าง แฟนบอลลิเวอร์พูลเอง ก็ย่อมไม่อยากให้แมนฯยูได้แชมป์ลีกแน่ๆ ดังนั้น มีบทวิเคราะห์กันว่า หงส์อาจจะแกล้งซูเอี๋ย ส่งสำรองลงมาเพื่อปล่อยให้แบล็คเบิร์นได้สามแต้มไปเลย เพราะอีกสนาม บอกกันตรงๆ ไม่มีใครคิดว่าเวสต์แฮมจะมีเซอร์ไพรส์อะไร เพราะพวกเขาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรเลย เกมสุดท้ายในบ้าน พวกเขารอดตกชั้นไปแล้ว 100% แค่เล่นตามโปรแกรมให้ครบเท่านั้น แน่นอนความมุ่งมั่นย่อมต่างจากทีมของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่กระเหี้ยนกะหือรืออยากจะเก็บ 3 แต้มให้ได้ ก่อนเกมจะเริ่ม สโมสรเวสต์แฮม ได้จองทริปโพสต์ซีซั่น พาทั้งทีมไปทัวร์ออสเตรเลียแล้ว ซึ่งจะเดินทางกันในวันรุ่งขึ้นทันที ข่าวนี้ทำให้แฟนๆปีศาจแดงยิ้มกริ่ม เหมือนใจนักเตะเวสต์แฮมจะคิดถึงการพักร้อนกันแล้ว

ไม่มีใครคิดว่าเวสต์แฮมจะเอาจริงเอาจังอะไร คงมีแค่แมนฯยู ที่ต่อสู้กับตัวเองเท่านั้น อเล็กซ์ เฟอร์กูสันส่งทีมดีที่สุดที่ตัวเองมี นายทวารใช้ปีเตอร์ ชไมเคิล กองหลัง 4 คน ใช้ สตีฟ บรูซ, แกรี่ พัลลิสเตอร์,แกรี่ เนวิลล์ และ เดนนิส เออร์วิน กองกลางมีรอย คีน ,พอล อินซ์ ,นิกกี้ บัตต์ และ ลี ชาร์ป ส่วนคู่หน้าใช้ ไบรอัน แม็คแคลร์ กับ แอนดี้ โคล ไลน์อัพนี้แข็งแกร่งมากจริงๆ ซึ่งตรงข้ามกับเวสต์แฮมมาก ที่มีตัวผู้เล่นระดับธรรมดา คนที่ดังๆหน่อยก็อาจมี จอห์น มองเคอร์ และดอน ฮัทชิสัน แต่ตัวอื่น ก็ไม่ได้มีดีกรีอะไรมากมาย

ดังนั้น บอกกันตรงๆ ทุกคนมองข้ามช็อตเกมที่อัพตันพาร์กไปแล้ว แมนฯยูนอนมาแน่ๆ สำหรับธรรมเนียมของฟุตบอลอังกฤษ เกมสุดท้ายของฤดูกาล ทุกสนามจะเตะพร้อมกันหมดเวลาบ่ายสามโมง นั่นทำให้สถานการณ์การลุ้นแชมป์จะอัพเดทกันแบบนาทีต่อนาที 15.00 น. ของวันที่ 14 พฤษภาคมมาถึง เกมนัดสุดท้ายของลีก เริ่มขึ้น

อลัน เชียเรอร์ ซัดเปรี้ยง ด้วยขวาสุดคมผ่านเดวิด เจมส์ ให้แบล็คเบิร์นนำไปก่อน 1-0 ทุกอย่างเหมือนจะเป็นใจให้ทีมกุหลาบไฟจริงๆ ด้วยสกอร์นี้ ต่อให้แมนฯยูไนเต็ดชนะเวสต์แฮมอีกกี่ลูก พวกเขาก็ไม่ได้แชมป์อยู่ดีตอนนี้สายตาจับจ้องมาที่แอนฟิลด์ ทุกคนรอดูว่า แบล็คเบิร์นจะยิงอีกลูกได้เมื่อไหร่

สถานการณ์ของแมนฯยูไนเต็ด แย่ลงไปใหญ่ นาทีที่ 31 ไมเคิล ฮิวจ์ส ของเวสต์แฮม ซัดด้วยซ้ายผ่านมือปีเตอร์ ชไมเคิลตุงตาข่าย คราวนี้ ผีแดง ตามหลัง 2 สเต็ป คือต้องลุ้นให้ทั้งหงส์ยิง และตัวเองต้องแซงเวสต์แฮมด้วย เป็นงานที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เกมจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้ นักเตะแมนฯยูไนเต็ด รู้สกอร์อีกสนาม และมีอาการผิดหวัง เพราะทุกอย่างเป็นเหมือนอย่างที่คิดจริงๆ ส่วนแฟนบอลปีศาจแดงก็ด่าหงส์แดงกันอื้ออึงว่าจงใจฮั้วกันนี่หว่า

หลังโดน เฟอร์กี้ เฉ่งในห้องแต่งตัว แมนฯยูไนเต็ด กลับมาเล่นด้วยความก้าวร้าวมากขึ้น และตีเสมอเวสต์แฮมได้ ไบรอัน แม็คแคลร์ โหม่งเต็มหัว จอห์น บาร์นส์ กัปตันลิเวอร์พูลวิ่งมายิงเน้นๆด้วยซ้าย ลูกเรียดผ่านมือ ทิม ฟลาวเวอร์ส เข้าไป ตอนนี้บรรยากาศในแอนฟิลด์เงียบสนิท ทุกคนในสนามรู้ดีว่า ถ้าจบสกอร์แบบนี้แล้วแมนฯยู ชนะ แชมป์เป็นของแมนฯยูทันที

“แฟนบอลในสแตนด์ตะโกนบอกเราว่าแมนฯยู ตีเสมอได้แล้ว” ทิม ฟลาวเวอร์ส ผู้รักษาประตูแบล็คเบิร์นกล่าว “ผมก็คิดว่า สกอร์ 1-1 และพวกเขาคือแมนฯยู ยังไงซะต้องมีประตูชัยแบบงงๆ นาที 93 หรือ 94 อยู่แล้ว ไม่มีทางที่พวกเขาจะพลาดคว้าชัยได้เลย”

แบล็คเบิร์น เกือบขึ้นนำ คริส ซัตตั้น ได้ยิงเดี่ยวๆ แต่จอห์น สเกล กองหลังหงส์ วิ่งมาสุดชีวิตเคลียร์ทิ้งจากเส้น ขณะที่แมนฯยูไนเต็ด บุกเป็นพายุ แต่ยังไม่ผ่านมือ ลูเด็ค มิคลอสโก้ นายทวารเวสต์แฮมเสียที เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ปั่นฟรีคิก 25 หลา เข้าประตูไปอย่างสวยงาม หงส์ขึ้นนำ 2-1 ตอนนี้แบล็คเบิร์นยังไงก็แซงกลับมาชนะไม่ได้ ดังนั้น แมนฯยูไนเต็ด ขอแค่ยิงเอาชนะเวสต์แฮมให้ได้อีกแค่ 1 เม็ดเท่านั้น แชมป์จะเป็นของพวกเขาแล้ว

เกมที่ลิเวอร์พูลจบไปแล้ว แฟนๆแบล็คเบิร์นหมดสิ้นความหวัง แต่เมื่อพวกเขารู้สกอร์อีกสนาม ว่าเวสต์แฮม เสมอแมนฯยูอยู่ จึงได้แต่ภาวนา ให้เวสต์แฮมยันเสมอไว้ให้ได้ แมนฯยูไนเต็ดบุกเต็มที่ เฟอร์กี้ ส่ง พอล สโคลส์ และมาร์ก ฮิวจ์สลงไปช่วยเพื่อยิงให้ได้ แต่สุดท้ายทำไม่ได้ และ เกมจบ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โชว์สปิริตแบ่งแต้มจากแมนฯยูไนเต็ด ทั้งๆที่พวกเขาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรเลย ขณะที่แบล็คเบิร์น ก็คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก ทั้งๆที่แพ้ลิเวอร์พูลแท้ๆ โดยมีการมอบโทรฟี่แชมป์ที่สนามแอนฟิลด์กันด้วยบรรยากาศชื่นมื่น

แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมที่อัพตันพาร์ก คือ ลูโด้ มิคลอสโก้ นายทวารชาวเช็ก ที่เซฟลูกยิงของแมนฯยู เป็นพายุ คือมาเซฟเอาเป็นเทพในเกมนี้พอดี 20 นาทีสุดท้าย แมนฯยู มีโอกาสยิง 18 หน แต่ไม่ผ่านมือมิคลอสโก้เลยแม้แต่หนเดียว ก่อนจะยันเสมอได้สำเร็จด้วยสกอร์ 1-1 แต่ไม่ใช่แค่มิคลอสโก้ที่คนชื่นชม นักเตะเวสต์แฮมคนอื่นก็สู้สุดใจในสนาม พวกเขาไม่อยากส่งท้ายฤดูกาล ด้วยความพ่ายแพ้ ต่อหน้าแฟนๆในบ้านตัวเอง แฟนบอลอุตส่าห์มาเชียร์เต็มสนาม ไม่ได้คาดหวังให้ทีมตัวเองโดนอัดแน่ๆ พวกเขาต้องแคร์ใจความรู้สึกของแฟนบอลทีมตัวเองด้วย

“เราไล่ยำเวสต์แฮมอยู่ข้างเดียว เรามีโอกาสแล้วโอกาสเล่า แต่พวกเขาก็อดทนเอาไว้ได้จนจบเกม” สตีฟ บรูซ ดาวเตะแมนฯยูไนเต็ดกล่าว ขณะที่แกรี่ พัลลิสเตอร์ แนวรับแมนยูอีกคน กล่าวว่า เราไม่เคยคิดเลยว่า ลิเวอร์พูลจะมาช่วยเรา กลายเป็นเราเองที่ปิดจ๊อบพลาดกันไปเองความรู้สึกของคุณคือผิดหวังแบบหาคำพูดไม่ได้ เราสู้กันมาอย่างหนัก 9 เดือนเต็ม แต่กลับลงท้ายที่การไม่ได้แชมป์

ในเกมนั้นแฟนบอลเวสต์แฮม เฉลิมฉลองอย่างสุดเหวี่ยงในสนาม คือถ้าพวกเขาไม่ได้แชมป์ลีกซะเอง ความสุขอันดับ 2 รองลงมา คือการหยุดแมนฯยู ไม่ให้ได้แชมป์ลีกในบ้านตัวเอง นักเตะเวสต์แฮมนั้นคุยกันก่อนเกมแล้วว่า นอกจากอยากจะหยุดแมนฯยูไม่ให้มาฉลองที่อัพตันพาร์กแล้ว พวกเขายังอยากช่วยเหลือเพื่อนเก่า โทนี่ เกล ให้ได้แชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิตด้วย โทนี่ เกล คืออดีตนักเตะเวสต์แฮม ที่ลงเล่นกับทีมขุนค้อนมานาน 10 ปี แต่ในซีซั่น 1994-95 ย้ายไปแบล็คเบิร์น และมีโอกาสลุ้นแชมป์ทันทีตั้งแต่ย้ายไป

ความต้องการหยุดแมนยู รวมถึงการต้องการช่วยส่งเพื่อนให้ถึงฝั่งฝัน กลายเป็น 2 แรงบวก ที่ทำให้นักเตะเวสต์แฮมสู้สุดใจ ก่อนจะหยุดยั้งทีมปีศาจแดงได้สำเร็จ ในฤดูกาลนั้น บทสรุป แบล็คเบิร์นมี 89 แต้ม คว้าแชมป์ลีกไปครอง ส่วนแมนฯยูจบที่ 88 แต้ม วืดแชมป์ไปแค่ 1 แต้มเท่านั้นเอง หลังจบเกม สื่อมวลชนต่างยกย่องสปิริตของทั้ง 2 ทีม ลิเวอร์พูล และเวสต์แฮม ที่เล่นเต็มที่ แม้จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับการแย่งแชมป์ครั้งนี้

ลิเวอร์พูล ปล่อยให้แบล็คเบิร์นชนะไปเลย เพื่อขัดขวางแมนยูก็ได้ แต่พวกเขาก็ไม่ทำ สู้เต็มที่ และโค่นแบล็คเบิร์นคาบ้านตัวเองไปเลย แสดงให้เห็นว่า แม้จะเกลียดแมนฯยูไนเต็ดแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่ยอมเล่นแบบไร้สปิริตเด็ดขาด ขณะที่เวสต์แฮม ก็ได้รับการสดุดีว่า เล่นแบบเต็มที่จริงๆ ตั้งใจยันแมนฯยูไนเต็ดแบบสุดชีวิต ทั้งๆที่ถ้าแบล็คเบิร์นได้แชมป์ พวกเขาก็ไม่ได้รางวัลความสำเร็จอะไรด้วย สปิริตอันแรงกล้าของทั้ง 2 ทีม เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของฟุตบอลอังกฤษขึ้นมาด้วย เพราะตอนนั้นเป็นช่วงตั้งไข่ของพรีเมียร์ลีก คือเพิ่งเปลี่ยนชื่อจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกได้แค่ 3 ปีเท่านั้น ซึ่งพอมีเหตุการณ์ดีๆแบบนี้ มันทำให้แฟนบอลทั่วโลก ให้การยอมรับฟุตบอลอังกฤษมากขึ้นกว่าเดิม และเป็นรากฐานในการยึดครองโลกลูกหนังของลีกอังกฤษในเวลาต่อมา

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเวสต์แฮมเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ไม่ต่างอะไรกับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเชียงใหม่ เอฟซี เมื่อคืนนี้ เชียงใหม่ เลื่อนชั้นมาเล่นลีกสูงสุด แต่ก็เจอปัญหามากมาย ซึ่งเป็นธรรมดาของทีมน้องใหม่ พวกเขาไม่สามารถต้านทานความเชี่ยวกราก ของเกมระดับไทยลีกได้ไหว จึงตกชั้นไปก่อนเป็นทีมแรก ก่อนเกมจะเริ่ม มีคนบอกว่าเชียงรายควรทำใจ เพราะมองไม่ออกจริงๆว่าเชียงใหม่ จะเอาอะไรมายันบุรีรัมย์อยู่

ตัวบุรีรัมย์ ประกอบไปด้วยผู้เล่นระดับชาติ โกล์มือ 1 ทีมชาติ, สุภโชค สารชาติ และศศลักษณ์ ไหประโคนที่เป็นตัวจริงเกมไทยอัดยูเออี ยังไม่นับ ศุภชัย ใจเด็ด และศุภนัฏฐ์ เหมือนตา ที่รอโอกาสข้างสนาม ตัวต่างชาติมี อันเดรส ตูเนซ ดีกรีทีมชาติเวเนซุเอล่า , ฮาจิเมะ โฮโซไก อดีตทีมชาติญี่ปุ่นชุดใหญ่ , ราสมุส จอนส์สัน อดีตทีมชาติสวีเดน ชุดใหญ่ และเควิน อินเกรโซ่ ทีมชาติฟิลิปปินส์ชุดใหญ่ คือศักยภาพนั้นผิดกันเยอะแบบเห็นชัดด้วยตาเปล่า ซึ่งเรื่องฝีเท้าก็ส่วนหนึ่ง แต่เรื่องที่น่าคิดกว่าคือ “ความมุ่งมั่น” เพราะเชียงใหม่หมดลุ้นไปแล้ว ตกชั้นไปแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาต้องสู้ยิบตา เพื่อแชร์แต้มจากบุรีรัมย์ให้ได้

แต่สิ่งที่เราเห็นคือ เชียงใหม่ กลับสู้ขาดใจ และวิ่งจนถึงนาทีสุดท้าย ก่อนจะตามตีเสมอได้สำเร็จในนาทีที่ 86 จากนั้นอีก 4 นาทีที่เหลือ รวมทดเจ็บอีก 6 นาที เชียงใหม่ที่เหลือ 10 คน ต่างลงมาเล่นเกมรับอย่างอดทน พวกเขาไม่ยอมให้บุรีรัมย์มาคว้าแชมป์ในบ้านตัวเอง และสุดท้ายก็ทำได้จริงๆ ยันเสมอ 1-1 ส่งผลให้เพื่อนบ้าน เชียงราย คว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

บุรีรัมย์ในวันนี้ ก็เหมือนแมนฯยูไนเต็ดในวันนั้น ขอแค่ชนะเท่านั้นก็ได้แชมป์ทันที แต่พวกเขาทำไม่ได้ และจบลงที่สกอร์ 1-1 ได้รองแชมป์ไปอย่างน่าเจ็บปวด ในเรื่องนี้บุรีรัมย์เองก็ต้องโทษตัวเองส่วนหนึ่งที่ปิดเกมไม่ได้ แต่อีกครึ่งหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้เชียงใหม่จริงๆ ที่ลบคำสบประมาททั้งหมด และลากบุรีรัมย์ลงมาเจ็บปวดไปด้วยกันในเกมสุดท้าย

ในเรื่องนี้ สิ่งที่เราเห็นคือ ในเกมฟุตบอลมีบางอย่างที่มากกว่าเรื่องของระดับฝีเท้า ของบางอย่าง ไม่สามารถถูกคำนวณได้ จากสถิติ และบทวิเคราะห์บนหน้ากระดาษ มันคือสปิริต คือความรู้สึก คือ Passion ในสนาม ที่สามารถแปรเปลี่ยนผลการแข่งขันที่ไม่น่าเชื่อที่สุดให้เกิดขึ้นได้ มีคนถามว่า เวสต์แฮม และเชียงใหม่ ได้อะไรจากการเล่นเต็มที่ พวกเขาจะแพ้ ชนะ หรือเสมอ ก็ไม่ได้ทำให้อันดับในตารางเปลี่ยนไปสักหน่อย ได้อะไรน่ะหรือ? คำตอบนั้นเรียบง่ายมากเลย ได้ความภูมิใจที่สามารถไปบอกใครก็ได้อย่างเต็มปากว่า “เราคือนักกีฬาอาชีพตัวจริง” ไงล่ะ

More in กีฬา