Connect with us

กีฬา

แรงจูงใจคาแรคเตอร์ทีมลุ้นแชมป์อย่าง ‘หงส์แดง’ ในฤดูกาลนี้

ลิเวอร์พูล เอาชนะสเปอร์ส ได้อย่างระทึก แม้จะโดนนำเร็วตั้งแต่ 47 วินาทีแรก เกมนี้นักวิจารณ์หลายคน ชมว่าเป็นชัยชนะที่ดี ยิ่งกว่าการถล่ม 4-0, 5-0 ในเกมอื่นด้วยซ้ำ นี่คือบทสรุป 22 ข้อ จากสนามแอนฟิลด์ ที่ลิเวอร์พูลเฉือนสเปอร์สไปด้วยสกอร์ 2-1

เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์ ที่ดร็อปอเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนเป็นตัวสำรอง เพราะอ็อกซ์เพิ่งยิงสองลูกสุดสวยในแชมเปี้ยนส์ลีก โดยเกมนั้นคล็อปป์ถอดอ็อกซ์ออกจากสนามเร็วตั้งแต่ นาทีที่ 74 ไม่ยอมให้ลุ้นแฮตทริก ซึ่งก็คาดกันว่า น่าจะพักไว้ เพื่อลุยกับสเปอร์ส วันอาทิตย์นี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ คล็อปป์กลับมาใช้ชุดหลักอีกครั้ง คือไวจ์นัลดุม-เฮนเดอร์สัน-ฟาบินโญ่ มันแสดงให้เห็นว่า คล็อปป์เองก็ยังหวั่นเกรงแนวรุกของสเปอร์สอยู่เหมือนกัน จึงใช้กองกลางที่เป็นเชิงรับ ไม่ใช่เชิงรุก

11 ตัวจริงของลิเวอร์พูลชุดนี้ “เกือบ” จะเป็นชุดแชมป์ยุโรปที่มาดริดแล้ว ขาดเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นคือ โจเอล มาติปเท่านั้น ซึ่งน่าสนใจดี ว่าออกสตาร์ตฤดูกาลมา 3 เดือนแล้ว แต่หงส์แดง ยังไม่ได้ใช้ 11 ตัวจริงชุดแชมป์ยุโรปเสียที คือเดี๋ยวคนนี้เจ็บ คนนั้นเจ็บอยู่ตลอด ขณะที่สเปอร์ส มาแผนเดียวกับเกมชปล.นัดชิง เป๊ะเลยเช่นกัน นั่นคือ 4-2-3-1 มีผู้เล่น 2 ตำแหน่งเท่านั้น ที่เปลี่ยนไปจากเกมนัดนั้น คือแบ็กขวา แซร์ช โอริเยร์ ลงแทนคีแรน ทริปเปียร์ที่ย้ายไปแล้ว และนายทวารเปาโล กัซซานิก้า ที่ลงแทนอูโก้ โยริสที่บาดเจ็บ

สเปอร์สนั้น ไปเปลี่ยนแผนการเล่นที่ตัวเองคุ้นเคยในเกมกับวัตฟอร์ดเมื่อนัดที่แล้ว ไปใช้ระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก สุดท้ายเสมอคาบ้าน 1-1 คราวนี้เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ตั้งสติได้ กลับมาใช้ 4-2-3-1 เหมือนเดิม ในเกมเจอเรดสตาร์ เบลเกรด ซึ่งพอชนะได้ 5-0 ก็ทำให้รู้แล้วล่ะ ว่าสเปอร์ส ด้วยตัวผู้เล่นที่มี เหมาะกับ 4-2-3-1 มากกว่าแผนอื่น จึงลุยเจอลิเวอร์พูลด้วยระบบนี้เลย ถ้าสังเกตในนัดนี้ หน้าอกของลิเวอร์พูล เปลี่ยนจาก Standard Chartered โดยปกติ เป็น Futuremakers by Standard Chartered ใช่ไหมครับ

คือ Standard Chartered คือสถาบันทางการเงินใช่ไหมครับ เขาออกแคมเปญนี้ขึ้นมา เพื่อระดมทุนเงินก้อนจำนวน 50 ล้านดอลลาร์ ในระหว่างปี 2019-2023 เพื่อเอาเงินก้อนนี้ ไปส่งต่อให้เด็กด้อยโอกาสในประเทศด้อยพัฒนา เพื่อให้พวกเขามีโอกาสเข้าถึงการศึกษามากขึ้น และถ้ามีการศึกษา เด็กๆก็จะเริ่มมีไอเดียในการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง และผลักดันให้ชาติตัวเองหลุดจากการด้อยพัฒนาได้ในอนาคต

เข้ามาสู่เกม สเปอร์สได้ประตูเร็วตั้งแต่ 47 วินาทีแรก ถามว่าควรโทษใครที่ทำให้หงส์เสียประตู คำตอบคือก็พอตำหนิเฮนเดอร์สันได้ที่เสียบอลกลางสนาม แต่เครดิตควรชมฝั่งสเปอร์สมากกว่า ซน ฮึง-มิน สปีดต้นจัดมาก และหาช่องยิงได้ดีพอซัดปั๊บบอลแฉลบลอฟเรนไปชนเสา เด้งมาเข้าทางแฮร์รี่ เคน โหม่งเข้าไป ลูกนี้คนที่ต้องชมจริงๆ คือเคน ที่เช็กไลน์ตลอดเวลา แอบอยู่หลังเวอร์จิล ฟาน ไดค์นั่นล่ะ คือเขาไม่เสียสมาธิ และปล่อยให้ตัวเองล้ำหน้า ดังนั้นเมื่อบอลชนเสา เขามั่นใจอยู่แล้วนี่ว่าตัวเองไม่ล้ำ ก็สปรินท์ตัวเข้าไปโหม่งเลย ถ้าสังเกตดู ตอนเคนยิงเข้า เขาไม่ได้หันไปมองไลน์แมนเลย ทั้งๆที่นักเตะหงส์ยกมือกันสลอน พยายามฟ้องว่าล้ำ นั่นเพราะเคนรู้อยู่แล้วว่า เขาเช็กไลน์ตลอด มันไม่ล้ำหรอก

การโดนนำเร็วเป็นบททดสอบที่ดีมากของลิเวอร์พูลว่าจะเอาตัวรอดได้ไหม ในซีซั่นนี้ ลิเวอร์พูลเคยโดนนำที่แอนฟิลด์ ในเกมเจอนิวคาสเซิล ซึ่งก็โดนต้นเกมเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ยังคัมแบ็กกลับมาได้ คือการโดนเร็วก็ดี เพราะจะได้รู้ว่าเวลาเหลืออีกเยอะ ในการเอาคืน ลิเวอร์พูลนั้นบุกได้ดี จังหวะเข้าทำไหลลื่น แต่เปาโล กัซซานิก้า ผีเข้าพอดี เซฟลูกยากๆได้แบบเยอะมากๆ ลูกโหม่งของเวอร์จิล ฟาน ไดค์ จ่อๆแค่ 6 หลา คือโกล์ส่วนใหญ่คงได้แต่ยืนดู แต่กัซซานิก้าปัดออกหลังได้เฉยเลย ในครึ่งแรกหงส์มีโอกาสยิงตรงกรอบ 6 ครั้งแต่ติดเซฟหมด เหมือนดวงจะไม่มา

ผมชอบสิ่งที่รอย คีน ให้สัมภาษณ์หลังเกมครับ เขาบอกวาเกมนี้ “ลิเวอร์พูลผิดหวังที่เสียประตูเร็ว แต่พวกเขาคัมแบ็กได้ดี ถ้าคุณอยากได้แชมป์ คุณต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น ไม่มีใครจะยอมมอบถ้วยให้คุณ คุณต้องทุ่มเทเต็มที่ เพื่อได้มันมาครอง คุณต้องทุ่มสุดตัวไม่สำคัญว่าสัปดาห์นั้นจะเล่นดี หรือเล่นแย่” ที่คีนบอก คือแม้จะเหมือนไม่มีโชค เหมือนคู่แข่งจะท็อปฟอร์ม คุณจะท้อไม่ได้ แต่ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น ต้องบุกไปเรื่อยๆจนกว่าจะยิงได้ ถ้าถอดใจก็จบ กลับมาในครึ่งหลัง กลับมาสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อ ซน ฮึง-มิน ล็อกหลบอลิสซอนไปแล้ว แต่ดันยิงชนคานเฉยเลย

ทำไมมันคือจุดเปลี่ยน เพราะตั้งแต่คล็อปป์มาคุมลิเวอร์พูล เมื่อไหร่ที่โดนนำ 2-0 ในพรีเมียร์ลีก เขาไม่เคยพาทีมคัมแบ็กกลับมาชนะได้เลยแม้แต่นัดเดียว อย่าว่าแต่ชนะเลย เสมอยังไม่เคยทำได้ ดังนั้น ถ้าสเปอร์สนำ 2-0 ก็จะเข้าทฤษฎีนี้ และพวกเขาก็ควรเก็บแต้มออกจากแอนฟิลด์ได้ แต่นั่นล่ะ เมื่อซน ปิดเกมไม่ได้ ทำให้หงส์คัมแบ็กกลับมา และตีเสมอได้สำเร็จเป็น 1-1 เกมนี้เดยัน ลอฟเรน โดนวิจารณ์เยอะ โดยเฉพาะจังหวะที่ปล่อยลูกตก จนทำให้ซน ได้ยิงชนคาน จังหวะนี้เขาควรเล่นดีกว่านี้จริง แต่ถ้าพิจารณารวมจังหวะอื่นด้วย เกมนี้ เขาไม่แย่เลย คือเล่นได้ตามมาตรฐาน เคลียร์บอลทิ้งในกรอบได้ถึง 5 หน มีแย่งบอล มีบล็อกลูกยิง แถมจ่ายบอลเยอะสุดในสนาม (เข้าเป้า 101 ครั้ง) คือ ถ้ามาติปไม่อยู่ ลอฟเรน ก็ควรเป็นตัวเลือกก่อนโจ โกเมซ ในตำแหน่งเซ็นเตอร์อยู่ดี

ขณะที่จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็เป็นอีกคนที่โดนวิจารณ์ในช่วงต้นเกม เพราะเขาเป็นคนเสียบอล โดนแฮร์รี่ วิงค์ส แย่งกลางสนาม จนเสียประตู แต่เฮนเดอร์สันก็ใช้ผลงานตอบโต้ เขาเล่นได้โอเคทีเดียว โดยเฉพาะในครึ่งหลัง เราเห็นเลยว่า เฮนเดอร์สัน ไม่วิ่งจับฉ่ายมั่วไปทั้งสนามอีกแล้ว เขายืนแต่ด้านขวาอย่างเดียว (สัมผัสบอลในครึ่งหลัง 34 ครั้ง ไม่มีฝั่งซ้ายของสนามแม้แต่หนดเดียว) เพื่อคอยประสานงานร่วมกับ เทรนต์ (เปิดบอล 20 ครั้งในเกมนี้) มาถึงประเด็นจุดโทษของลิเวอร์พูล ถามว่าเป็นจุดโทษไหม คำตอบคือ ใช่ นี่คือไม้ตายของซาดิโอ มาเน่เลยล่ะ ในจังหวะที่นักเตะคู่แข่ง ยังคอนโทรลบอลไม่ได้ เขาจะสปรินท์ตัวเข้ามาหาบอลก่อน ซึ่งเมื่อคู่แข่งไม่ทันเหลี่ยมก็จะไปเตะขาของมาเน่ ยังจำได้ไหม ในเกมกับเลสเตอร์ ที่หงส์ได้ประตูชัยนาที 95 ก็เป็นมาร์ก อัลไบรท์ตันนี่ล่ะ ไปหวดขาของมาเน่ในลักษณะนี้เหมือนกัน

ส่วนลูกจุดโทษ ถ้ามิลเนอร์อยู่ในสนามลูกนี้มิลเนอร์จะยิงแน่ แต่เมื่อไม่อยู่ก็เป็นโม ซาลาห์ ผมคิดว่ากัซซานิก้า ก็น่าจะแอบศึกษาเทปการยิงของซาลาห์มาบ้าง ในการเจอสเปอร์สนัดชิง ชปล. ซาลาห์ยิงอัดมาตรงกลางเลย และเป็นประตู คราวนี้กัซซานิก้า ดูว่าซาลาห์อาจยิงมาแบบเดิมอีก เลยยืนตรงกลางไม่พุ่ง ซึ่งซาลาห์ไม่ได้ยิงตรงกลางอีกแล้ว แต่ซัดเอี้ยวไปด้านขวา และเป็นประตูขึ้นนำ 2-1 ท้ายเกม สเปอร์สเดินหน้าลุย แต่ลิเวอร์พูลเก๋าพอที่จะปิดเกมอย่างมืออาชีพ จังหวะที่ชอบมากๆ คือนาที 90+4 สเปอร์สได้เตะมุม ทำให้กัซซานิก้า ขึ้นมาช่วยยิงด้วย ลูกนี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ได้โหม่ง บอลไปเข้ามืออลิสซอน ซึ่งแทนที่อลิสซอน จะรีบเล่นเร็วเพื่อยิงลูก 3 เพราะโกล์คู่แข่งขึ้นมาแล้วนี่ เขากลับดึงบอลช้า รอจนวินาทีสุดท้าย ค่อยเตะยาวขึ้นไป

ซึ่งถ้าดูกันถึงดีเทล การเตะของอลิสซอน เป็นแบบ High Kick ด้วยนะครับ เพื่อให้บอลลอยสูงที่สุด ซื้อเวลาได้นานที่สุด ทั้งๆที่ปกติเขาเตะแบบ Low Kick เตะแม่นเร็วให้เข้าเป้า คืออลิสซอนอ่านเกมแล้ว จบ 2-1 ก็ชนะ จะไปบุกเพื่อยิงเม็ด 3 ทำไม ถ้ารีบเล่นแล้วโดนตัดกลับมาล่ะ ทำไง สู้ปิดเกมไปเลยดีกว่า ซึ่งพอเขาเตะไปก็จบเกมจริงๆลิเวอร์พูลชนะ 2-1 นัดนี้ หงส์แดงมีหลายคนที่เล่นดี ฟูลแบ็กซ้ายขวา เติมเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง หลังจากอึดอัดมากในเกมเจอแมนฯยูไนเต็ดเมื่อวีกก่อน สกายสปอร์ต ให้แมนออฟเดอะแมตช์ เป็น ซาดิโอ มาเน่ ส่วนบีบีซี ให้เป็นเปาโล กัซซานิก้า จากผลงานเซฟ 12 ครั้ง แต่อีกคนที่เล่นดีไม่แพ้กัน และยกให้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ได้เลย นั่นคือฟาบินโญ่

ผู้เล่นเบอร์ 1 ในแผงมิดฟิลด์ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ถึงตรงนี้ เราต้องยอมรับแล้วล่ะ ว่าเป็นฟาบินโญ่ เราจะเห็นเลยว่า กองกลางหงส์จะโรเทชั่นกันตลอดในแต่ละเกม แต่จะมีฟาบินโญ่นี่ล่ะ ที่ต้องออกสตาร์ตตัวจริงทุกเกม ฟาบินโญ่เป็นมิดฟิลด์ตัวรับ ทำหน้าที่หลักของเขาคือตัดบอลได้อย่างแม่นยำ ในครึ่งแรกมีช็อตที่เขาแย่งบอลจากเท้าเดเล่ อัลลี่ ได้อย่างเนียนตา ขณะที่จังหวะเกมบุกเขาจะเป็นคนพักบอล เวลาใครไปต่อไม่ได้ จะกลับมาที่ฟาบินโญ่เสมอ ซึ่งฟาบินโญ่ก็มีทั้งจ่ายสั้น และแทงยาวเป็นคิลเลอร์พาส อย่างประตูตีเสมอ 1-1 ที่เขาเป็นคนแอสซิสต์

สถิติเกมนี้ ฟาบินโญ่แย่งบอลจากเท้าคู่แข่ง 4 ครั้ง (มากสุดในสนาม) , ตัดลูกส่งคู่แข่ง 3 ครั้ง (มากสุดในสนาม) ,จ่ายบอลเข้าเป้า 91 หน (85.7%) เห็นชัดมากว่าเด่นทั้งรุกและรับ ซึ่งด้วยฟอร์มในช่วงนี้ ราคา 42 ล้านปอนด์ ที่ลิเวอร์พูลจ่ายให้โมนาโก ถือว่าไม่แพงเลย สำหรับลิเวอร์พูล เกมนี้ อาจไม่ชนะขาดลอย 4-5 ลูก แต่เป็นชัยชนะที่แสดงให้เห็นถึงคาแรกเตอร์ของทีมลุ้นแชมป์ คือจิตวิญญาณในการกลับมาสู่การเป็นผู้ชนะ และไม่ยอมแพ้ แม้จะเจอนายทวารที่ท็อปฟอร์มก็ตาม

พรีเมียร์ลีกตอนนี้ผ่านไปแล้ว 10 นัด ลิเวอร์พูลเจอ อาร์เซน่อล,เชลซี,แมนฯยู,สเปอร์ส,เลสเตอร์ ไปหมดแล้ว ดังนั้นใน Fixture ของครึ่งฤดูกาลแรก งานหนัก จึงเหลือแค่แมนฯซิตี้เท่านั้น เกมเมอร์ซีไซด์กับเอฟเวอร์ตัน เล่นในแอนฟิลด์ ซึ่งก็น่าจะมีโอกาสชนะมากกว่าอยู่แล้ว ขณะที่สเปอร์ส ร่วงลงไปครึ่งล่างของตารางแล้ว ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย พวกเขาไม่ชนะในลีก 3 เกมติดกัน คือต้องหาหนทางคัมแบ็กให้เร็วที่สุด โดยบางทีอาจต้องเริ่มจากเกมหน้าเลย ที่จะไปเยือนเอฟเวอร์ตัน ที่กูดิสัน พาร์ก

สำหรับลิเวอร์พูล คืนวันพุธนี้จะเจออาร์เซน่อล ในคาราบาวคัพรอบ 16 ทีมสุดท้าย น่าสนใจดีว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ จะกล้าเอาพวกฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ หรือ เรียน บรูว์สเตอร์ ลงเล่นเหมือนรอบก่อนหรือเปล่า หรือว่าจะจัดชุดใหญ่ลุยกันไปเลย เพื่อเข้ารอบให้ได้ ต้องมาทายใจคล็อปป์กัน

More in กีฬา