Connect with us

กีฬา

สรุป 17 ข้อ เกมหงส์แดงคว้าชัยชนะ เกงค์ 1-4 ลิเวอร์พูล

หลังสะดุดในการเจอแมนฯยูไนเต็ด ลิเวอร์พูลเจอทีมที่เล่นเกมรับแน่นอีกครั้งในบ้านตัวเองอย่างเกงค์ จากเบลเยี่ยม แต่คราวนี้ หงส์แดงอัดกระจุย 4 ลูก ชนะไปอย่างงดงามแบบไม่มีห่วง นี่คือบทสรุป 17 ข้อ จากเกมเกงค์ 1-4 ลิเวอร์พูล ย้อนหลัง 1 วัน แต่ยังไม่สายที่จะอ่านนะ

จุดที่น่าสนใจของลิเวอร์พูลเกมนี้ คือพวกเขาจะจัดตัวอย่างไร ให้บาลานซ์ที่สุด เพราะเกมสุดสัปดาห์กับสเปอร์สก็สำคัญ แต่นัดนี้กับเกงค์ก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นคล็อปป์จึงเลือกพักบางตัว เพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับเกมกับสเปอร์ส จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจเอล มาติป และ จินี่ ไวจ์นัลดุม โดนดร็อปแต่ตัวที่มาลงทดแทน ก็ถือว่ามีศักยภาพที่ทดแทนกันได้ไม่มีตกหล่น

เกมนี้ ถือว่าลิเวอร์พูลโชคดี ที่มาเจอเกงค์ ซึ่งเป็นทีมในโถ 4 มันคือเกมที่เรียกความมั่นใจได้เป็นอย่างดี หลังจากเจาะแมนฯยูไนเต็ดไม่เข้า การเล่นกับทีมที่ศักยภาพอ่อนกว่าชัดเจน ช่วยทำให้บรรดาแนวรุกกลับมามีทิศทางที่ดีอีกครั้ง นัดนี้ เราเห็นชัดเจนเลยว่า การที่ 3 ประสานแดนหน้า ซาลาห์-มาเน่ -ฟีร์มีโน่ ได้เล่นด้วยกัน มันมีศักยภาพแค่ไหน คือยังจำภาพ โอริกี้-มาเน่-ฟีร์มีโน่ เกมกับแมนฯยูได้ ที่เล่นกันขาดๆเกินๆ ไม่ไหลลื่น แต่เกมนี้ 3 แนวรุกต่อบอลกันอย่างเข้าใจกันจริงๆ

ลูก 3-0 คือ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง ฟีร์มีโน่จ่ายให้ซาลาห์ ซาลาห์ดึงจังหวะนิดนึง แล้วจ่ายต่อให้มาเน่ มาเน่ สปรินท์ตัวเข้าไปชิพข้ามตัวโกล์ 1-2-3 โป้ง! เป็นประตู เรียบง่าย คมกริบ และเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ ยังไม่นับจังหวะอื่นๆอีกมากมาย ลูกที่่ฟีร์มีโน่ จ่ายบอลราโบน่า ให้มาเน่ วิ่งเข้าไปยิง ถ้ายิงได้ ก็จะเป็นสุดยอดประตูที่สวยงามมากอีกลูกหนึ่ง

สามคนนี้ คือนักเตะเจเนเรชั่นเดียวกัน มาเน่ (27 ปี), ซาลาห์ (27 ปี) และ ฟีร์มีโน่ (28 ปี) พวกเขายังเล่นกันได้อีกนาน อย่างน้อยก็ 2-3 ซีซั่น แต่สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องคิดเสมอคือ มันต้องมีสักวันที่ ใครคนใดคนหนึ่งบาดเจ็บยาว และเมื่อวันนั้นมาถึงจะแก้ปัญหาอย่างไร

โชเซ่ มูรินโญ่ให้สัมภาษณ์หลังเกมกับแมนฯยูว่า ลิเวอร์พูลมีปัญหา ในการเจอทีมที่เล่นเกมรับ ยืนแน่นในเขตโทษตัวเอง ซึ่งเกงค์ก็มาเล่นแบบนั้นแหละ คือ ยืนแน่นในเขตโทษไม่ผลีผลามเข้าบอล แต่สิ่งที่เจอร์เก้น คล็อปป์ทำ จนได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากนัดแมนฯยูไนเต็ด มีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรกคือ ใช้การยิงไกลของอเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เข้าโจมตี

อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ได้รับบาดเจ็บไปยาวนานมาก จนตลอดปีที่แล้ว เขาไม่ได้เล่นแชมเปี้ยนส์ลีกแม้แต่เกมเดียว ในขณะที่เพื่อนๆได้แชมป์ แต่เอาจริงๆ เขาต้องรู้สึกอะไรบางอย่างในใจอยู่แล้ว ว่าตัวเองไม่มีส่วนร่วมเลย กับความสำเร็จนั้น ซีซั่นนี้ 2 เกมแรก เกมแพ้นาโปลี และชนะซัลซ์บวร์ก คล็อปป์ก็ยังไม่ให้เขาลงเล่นสักนาทีเหมือนเดิม ซึ่งไม่มีนักเตะระดับท็อปคนไหน ไม่ได้เล่นในเวทีแชมเปี้ยนส์ลีก ดังนั้นอ็อกซ์ ต้องผลักดันตัวเองอย่างหนักเพื่อโอกาสลงสนามในเกมยุโรปให้ได้อีกครั้ง จนมาเกมนี้ การรอคอยของเขาก็มาถึง เกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัดแรกในรอบ 18 เดือน เขาได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงด้วย

สิ่งที่คล็อปป์ ให้อ็อกซ์โฟกัสคือ ช่วยขับเคลื่อนในแดนกลาง (ในครึ่งแรกอ็อกซ์วิ่งเยอะสุดในทีม 5.95 กม.) และถ้ามีช่องอ็อกซ์ก็ยิงได้เลย ในเกมกับแมนฯยู เราเห็นเขาซัดเฉี่ยวเสาไปนิดเดียว แสดงให้เห็นถึงการวางเท้าที่ดี มาเกมนี้โอกาสยิงครั้งแรก เปรี้ยง 1 ประตู ใช้เท้าสไนเปอร์ยิงเสียบเสาแบบจับวาง ในครึ่งหลังลูก 2-0 ยิ่งแล้วใหญ่ ฟีร์มีโน่ไหลมาให้ เขาซัดตามน้ำไม่ต้องจำบอลเช็ดคานเข้าไปแบบเหนือชั้นสุดๆ ซึ่งก็เช่นเดิม เป็นการยิงนอกเขตโทษอีกแล้ว สไนเปอร์โป้ง โกล์หมดสิทธิรับ

ครั้งสุดท้ายที่อ็อกซ์ยิงให้หงส์ได้ เกิดขึ้นเมื่อ 567 วันที่แล้ว เขากลับมาเรียกความมั่นใจของตัวเองได้อีกครั้ง สถิติในการยิงของอ็อกซ์ตั้งแต่มาอยู่ลิเวอร์พูล เขายิงไปแล้ว 7 ลูก โดย 4 จาก 7 เป็นการยิงนอกเขตโทษ คือ 57% ของประตูที่เขาทำได้ คือการซัดไกลนอกกรอบ นี่คืออาวุธสำคัญจริงๆที่จะช่วยให้ลิเวอร์พูลเจาะแนวรับที่แพ็กแน่นของคู่แข่งได้ แต่จุดที่อ็อกซ์อาจต้องระวังนิดนึงคือ ลูกยิงไกลทั้ง 4 ลูกของเขามาจากเท้าขวาหมดเลย 100% ถ้าหากเจอคู่แข่งที่ศึกษาข้อมูลมาและปิดเท้าขวาเอาไว้ ก็อาจจะจบสกอร์ได้ยากขึ้นมานิดนึง

ส่วนอาวุธอีก 1 อย่าง ที่ใช้เจาะแนวรับที่แพ็กแน่นได้ คือ โม ซาลาห์ ประตูที่ 4 คือคำตอบที่ชัดเจน ซาลาห์โดนประกบติด 2 ตัวในเขตโทษ ถ้าเป็นนักเตะปกติ ก็อาจจ่ายบอลคืนหลังให้เพื่อน แต่ซาลาห์ใช้ทักษะล็อกหลบทุกตัว ก่อนยิงผ่านโกล์ไปดื้อๆเลย ในการตั้งโซนแน่นหนา การแก้ที่ดีคือยิงไกลนอกเขต และ นักเตะความสามารถเฉพาะตัวสูงสักคน ที่เอาตัวรอดได้ดีในที่แคบๆ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ เราไม่เห็นลิเวอร์พูลใช้ ในเกมกับแมนยู พอมาเกมนี้องค์ประกอบครบ ก็เลยยิงถล่มเกงค์รัวๆ

ไลน์อัพของหงส์ที่น่าสนใจอีกอย่างคือการวาง 3 มิดฟิลด์ ฟาบินโญ่, เกอิต้า , แชมเบอร์เลน คือสามคนนี้ เป็นกองกลางมูลค่าแพงที่สุดของทีมแล้ว เกอิต้า – 52.75 ล้านปอนด์ ฟาบินโญ่ – 43 ล้านปอนด์ อ็อกซ์ – 35 ล้านปอนด์ ไวจ์นัลดุม – 25 ล้านปอนด์ เฮนเดอร์สัน – 20 ล้านปอนด์ มิลเนอร์ – ฟรี ตัวบนราคาแพงสุด แต่ไม่เคยได้ออกสตาร์ตพร้อมกันสักที นี่เป็นครั้งแรก ที่เราได้เห็นกัน และถือเป็น เซ็ตที่น่าสนใจ คือในเกมที่เจอคู่แข่งทีมใหญ่เหมือนกัน การวาง ฟาบินโญ่-ไวจ์นัลดุม-เฮนเดอร์สัน ก็การันตีได้ว่าเกมรับคุณแน่นปึ้กแน่ๆ ไม่เสียบอลกลางสนามง่ายๆ แต่ถ้าหากในเกมที่เจอทีมเล็กแพ็กเกมรับ การใช้อ็อกซ์ กับ เกอิต้า ลงมาเล่นกองกลาง ก็ช่วยเพิ่มพลังเกมบุกเหมือนกัน ถือว่าคล็อปป์ได้รู้ และจะได้เอาไว้ใช้งานตามแต่สถานการณ์ที่ต่างกัน

เกมนี้สถิติของนาบี เกอิต้า น่าสนใจมาก คือได้ลงครบ 90 นาทีเต็ม จ่ายบอล 118 ครั้ง (เข้าเป้า 110) คิดเป็น 93.2% , แย่งบอลจากคู่แข่งได้ 4 หน และวิ่งพล่านตลอดเกม รวมทั้งหมด 11.15 กิโลเมตร ทั้งทีมวิ่งน้อยกว่าแค่ฟาบินโญ่คนเดียว (11.22 กิโลเมตร) ดังนั้นถือเป็นนิมิตหมายอันดี ว่าเกอิต้า จะสามารถกลับคืนฟอร์มเหมือนสมัยอยู่ไลป์ซิกได้ เกมนี้ขาดลอย ชนะใสๆ จุดผิดพลาดนิดเดียวจริงๆคือจังหวะเสียประตู ที่เดยัน ลอฟเรน ไปบังบอลไม่เคลียร์ให้ขาดแต่แรก มันเลยนำมาสู่การโดนแย่ง และเสียประตูในช็อตต่อมา

ข้อผิดพลาดลูกนี้ คือลอฟเรน มีทางเลือกเยอะแยะ เคลียร์ทิ้งออกไปด้านข้างเลยก็ได้ แต่เลือกใช้วิธีบังบอล แล้วตัวเองยืนหลุดตำแหน่งเซ็นเตอร์มาแล้ว พอเสียบอล เพื่อนก็ต้องสวิตช์สลับตำแหน่งกันวุ่นไปหมด ซึ่งแม้จะบังทางได้ดีแล้ว แต่ก็ต้องชมเกงค์ด้วย ที่เจาะได้สำเร็จ ลอฟเรน ซีซั่นนี้ยังไม่มีคลีนชีทเลยสักเกม ในนัดที่เขาออกสตาร์ตเป็นตัวจริง ก็น่าเสียดายนะ ที่ไม่เกิดขึ้นเกมนี้ ไม่งั้นเขาอาจเบียดแย่งตัวจริงกับโจเอล มาติปได้สนุกกว่านี้

ขณะที่ประเด็น VAR ก็น่าสนใจดี นาทีที่ 26 อัลลี่ ซามัตต้า กระโดดเทกตัวสูงกว่าเจมส์ มิลเนอร์ โหม่งเข้าประตูไป แต่สุดท้ายกรรมการยกเลิกโดยให้เหตุผลคือล้ำหน้า กรรมการใช้เวลาพอสมควร ในการตัดสินว่าลูกนี้ล้ำจริงหรือไม่ ซึ่งทำให้แฟนบอลเกงค์ไล่โห่กรรมการหนักทีเดียว แต่ก็เหมือนอย่างที่มาร์ติน คีโอว์น ให้สัมภาษณ์ “ลูกนี้มันคงใกล้เคียงมากๆว่าล้ำหรือไม่ล้ำ เลยต้องใช้เวลาในการตัดสิน ผมไม่สนว่ามันจะใช้เวลานานแค่ไหน ตราบใดที่กรรมการตัดสินถูก ลูกนี้ก้ำกึ่ง แต่ดูจากภาพช้าก็พอเห็นว่าล้ำอยู่นิดนึงจริงๆ ทำให้สามารถ Overrule ประตูได้ เคสนี้มีคำตอบ 2 อย่างคือล้ำ กับไม่ล้ำ มันเห็นกันอยู่ชัดเจน ต่างกับเคสของแมนฯยูไนเต็ด ที่ลินเดอเลิฟ อัดโอริกี้ ที่ต้องใช้วิจารณญาณอีกทีว่า ฟาวล์หรือไม่ฟาวล์

เกมนี้เราเห็นคล็อปป์มีห่วงมากๆกับนัดเจอสเปอร์ส วันอาทิตย์นี้ ดูตอนนำ 2-0 ก็เปลี่ยนโรเบิร์ตสันออกไปเลย แล้วเอามิลเนอร์ไปยืนซ้ายแทน ก่อนจับโกเมซมาเล่นแบ็กขวา เช่นเดียวกับอ็อกซ์ ก็ถอดออกเหมือนกัน บางทีอาจใช้งานเป็นทีเด็ดในเกมเจอสเปอร์สก็เป็นได้ ต้องจับตาดูกันต่อไป ตอนลิเวอร์พูลนำห่าง 3 ลูก ใจจริงคิดว่าคล็อปป์น่าจะลองให้โอกาสเจ้าหนูเรียน บรูวสเตอร์ ที่เอาติดทีมมาด้วย ก็เกมขาดขนาดนี้แล้วนะ หรือไม่ก็ให้อดัม ลัลลาน่าลงอีก เพื่อเรียกความมั่นใจยิ่งขึ้นหลังจากยิงแมนฯยูมาได้ แต่สุดท้ายคล็อปป์กลับเลือกใช้งานดิว็อค โอริกี้

เหตุผลเดียวที่พอคิดได้ คือเป็นการซื้อใจโอริกี้ ให้เขาได้ลงสนามเจอกับอดีตทีมของตัวเอง คือโอริกี้อยู่กับเกงค์มา 10 ปี ในสมัยเยาวชน ก่อนจะย้ายมาเล่นอาชีพกับลิลล์ เจ้าตัวมีความผูกพันกับเกงค์เป็นอย่างดี ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้ลงเล่นในสนามทีเขาคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก คล็อปป์ก็คงอยากให้โอกาสนั้น ส่งท้ายกันที่สถิติเล็กน้อย หลังจากที่ลิเวอร์พูลยิงเกงค์ไปได้ 4 ลูก ในเกมนี้ ทำให้ยอดรวมการยิงประตูในแชมเปี้ยนส์ลีกของทีมหงส์แดง นับจากปี 1992 ถึง ปัจจุบัน ยิงรวมแล้วทั้งสิ้น 202 ลูก โดยใน 202 ลูกนั้น 5 นักเตะที่ยิงได้มากที่สุดมีดังนี้

30 – สตีเว่น เจอร์ราร์ด 19 – โม ซาลาห์ 16 – ซาดิโอ มาเน่ 15 – โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ 12 – เดิร์ค เคาท์ เชื่อว่าถ้ายังยิงรัวๆกันไปแบบนี้ ในอนาคตทั้ง ซาลาห์, มาเน่ และ ฟีร์มีโน่ ก็มีสิทธิแซงสถิติของเจอร์ราร์ดได้ทุกคน เกมต่อไปในแชมเปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูลจะเล่นกับเกงค์ที่แอนฟิลด์ ซึ่งเป็น Must-Win เกมที่ต้องชนะเท่านั้นเช่นเคย ขณะที่ในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลจะเจอกับสเปอร์ส ที่ในชปล.ถล่มเรดสตาร์ เบลเกรดมา 5-0 ดังนั้นนี่จะเป็นการดวลกันของสองทีมที่มีเกมรุกดีเยี่ยม จะเป็นนัดคุณภาพสุดๆแน่นอน เกมนี้แข่งวันอาทิตย์ เวลา 23.30 น. พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

More in กีฬา